การวิเคราะห์ความเสี่ยงในกระบวนการผลิตแม่พิมพ์ด้วย Failure Modes and Effects Analysis (FMEA)
Abstract
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กระบวนการผลิตแม่พิมพ์ ศึกษาสาเหตุของปัญหา
และเสนอแนวทางในการป้องกันความเสี่ยง โดยประยุกต์ใช้เทคนิค Failure Mode and Effects Analysis (FMEA) ในการประเมินความเสี่ยงของกระบวนการผลิตแม่พิมพ์ การศึกษาใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์การสังเกตกระบวนการผลิต และข้อมูลของเสียย้อนหลังในช่วงเดือนสิงหาคม–พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาการเกิดครีบบริเวณขอบงาน (Flash) เป็นปัญหาที่พบมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 25.34 ของของเสียทั้งหมด ผู้วิจัยจึงนำปัญหาดังกล่าวมาวิเคราะห์สาเหตุด้วยหลักการ 4M และประเมินความเสี่ยงด้วยเทคนิค FMEA ผลการวิเคราะห์พบว่าสาเหตุที่มีค่า RPN สูงที่สุด คือ การประกอบแม่พิมพ์ไม่ถูกต้องหรือทำความสะอาดไม่ทั่วถึง มีค่า RPN เท่ากับ 175 จึงได้เสนอแนวทางการปรับปรุง เช่น การจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงาน การใช้แบบตรวจสอบ (Check Sheet) และการฝึกอบรมพนักงาน ภายหลังการปรับปรุงพบว่าค่า RPN ลดลงอยู่ในช่วง 24–48 แสดงให้เห็นว่าแนวทางที่นำมาใช้สามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตได้
และเสนอแนวทางในการป้องกันความเสี่ยง โดยประยุกต์ใช้เทคนิค Failure Mode and Effects Analysis (FMEA) ในการประเมินความเสี่ยงของกระบวนการผลิตแม่พิมพ์ การศึกษาใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์การสังเกตกระบวนการผลิต และข้อมูลของเสียย้อนหลังในช่วงเดือนสิงหาคม–พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาการเกิดครีบบริเวณขอบงาน (Flash) เป็นปัญหาที่พบมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 25.34 ของของเสียทั้งหมด ผู้วิจัยจึงนำปัญหาดังกล่าวมาวิเคราะห์สาเหตุด้วยหลักการ 4M และประเมินความเสี่ยงด้วยเทคนิค FMEA ผลการวิเคราะห์พบว่าสาเหตุที่มีค่า RPN สูงที่สุด คือ การประกอบแม่พิมพ์ไม่ถูกต้องหรือทำความสะอาดไม่ทั่วถึง มีค่า RPN เท่ากับ 175 จึงได้เสนอแนวทางการปรับปรุง เช่น การจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงาน การใช้แบบตรวจสอบ (Check Sheet) และการฝึกอบรมพนักงาน ภายหลังการปรับปรุงพบว่าค่า RPN ลดลงอยู่ในช่วง 24–48 แสดงให้เห็นว่าแนวทางที่นำมาใช้สามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตได้
Full Text:
UntitledRefbacks
- There are currently no refbacks.